รู้จัก “F-A-N-G” สี่ยักษ์ใหญ่ผู้ทำลายสื่อทีวี

รู้จัก “F-A-N-G” สี่ยักษ์ใหญ่ผู้ทำลายสื่อทีวี

ในประเทศไทย หากเอ่ยถามผู้บริหารขององค์กรธุรกิจยักษ์ใหญ่ถึงอนาคตของสื่อทีวี เชื่อว่าคำตอบที่ได้รับคงเป็นคำตอบในเชิงบวก ว่าสื่อทีวียังมีอนาคตอีกยาวไกล และยังเป็นสื่อที่มีความสำคัญต่อประเทศ แต่ในต่างประเทศ Shelly Palmer หนึ่งในคอลัมนิสต์คนดังของ AdAge.com ได้ออกมาฟันธงแล้วว่า สื่อทีวีที่เคยใหญ่คับฟ้านั้น กำลังจะถูกคู่แข่งที่มีนามว่า “F-A-N-G” (ย่อมาจาก Facebook, Amazon, Netflix และ Google) เล่นงานจนอาจถึงคราวล่มสลาย

โดยมุมมองของ Shelly Palmer นั้นระบุว่า ต่อให้สื่อทีวีไม่ล่มสลาย แต่ก็จะไม่ได้อยู่ในสถานะเดิมอีกต่อไป พร้อมยกตัวอย่างการเผยแพร่คอนเทนต์อย่าง NFL ที่ปัจจุบันนำมาถ่ายทอดผ่านสื่อยุคใหม่อย่างแอมะซอน ไพร์ม (Amazon Prime) หรือยูทูป ทีวี (YouTube TV) แทนที่จะผ่านช่องเคเบิลแบบเดิม ๆ ที่เคยเป็นมา ซึ่งสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มาจาก “ข้อมูล”

ปาล์มเมอร์มองว่า สื่อทีวีไม่สามารถบอกภาคธุรกิจได้ว่า ตัวตนของผู้รับชมนั้นเป็นใคร มีพฤติกรรมแบบไหน ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร รู้เพียงแต่ว่า ถ้าอยากให้โฆษณาเข้าถึงคนกลุ่มใหญ่ ๆ หรืออยากให้ผู้ชมเห็นโฆษณาบ่อย ๆ ก็ต้องจ่ายแพง ๆ อย่างไม่มีทางเลือก และหลังจากที่มีการแพร่ภาพโฆษณาไปแล้ว ธุรกิจยังต้องพึ่งพา Nielsen ในด้านเรตติ้งเพื่อวัดประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณาของตนเองด้วย

ขณะที่ F-A-N-G นั้นตรงกันข้าม ความที่เป็นบริษัทเทคโนโลยี ทั้ง Facebook, Amazon, Netflix และ Google (YouTube) ต่างตระหนักดีว่า ข้อมูลนั้นสำคัญอย่างไร และกว่าที่ทั้ง 4 แพลตฟอร์มจะเติบโตมาถึงจุดนี้ ต่างก็ลองผิดลองถูก จนกลายเป็นผู้ที่ช่ำชองด้านการใช้ข้อมูล และสามารถสร้างรายได้จากข้อมูลที่ตนเองมีกันทั้งสิ้น

ยกตัวอย่างเช่น Facebook รู้ว่าผู้ใช้งานแต่ละคนชอบอะไร สนใจอะไร จากโพสต์และสิ่งที่ผู้ใช้งานแชร์ รวมถึงการวิเคราะห์จากโปรไฟล์ หรือ Amazon ที่รู้ว่าผู้ใช้งานซื้อสินค้าอะไรบ้าง และมีแผนจะซื้อสินค้าตัวไหน ด้าน Netflix เองก็รับรู้ได้ว่าอารมณ์ของผู้ใช้งานเป็นอย่างไรจากการเลือกรับชมรายการของNetflix และสุดท้ายกับ Google ไม่มีใครเข้า Google โดยไม่ได้ตั้งใจ คนส่วนใหญ่เข้า Google เพราะมีบางอย่างที่ต้องการค้นหา และสิ่งที่ผู้บริโภคค้นหานั้นก็สะท้อนให้เห็นด้วยว่า พวกเขาจะทำอะไรต่อไป

จะเห็นได้ว่า ข้อมูลที่ F-A-N-G มีนั้นสามารถระบุได้ว่า ผู้บริโภคจะทำอะไรต่อไปทั้งสิ้น ซึ่งเป็นข้อมูลที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจได้ตรงตัวกว่าข้อมูลที่สื่อทีวีมีให้นั่นเอง

ยังไม่นับว่าปัจจุบัน ตัวเลขผู้ใช้บริการเคเบิลทีวีมีการลดลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ต่างกับตัวเลขผู้ชมทีวีแบบดั้งเดิม ซึ่งในมุมของผู้บริโภค พวกเขาไม่ได้เปลี่ยนไป พวกเขาแค่พบว่ามีสิ่งที่สามารถตอบสนองความต้องการในด้านคอนเทนต์ที่ทันใจ โดนใจ และอินเทรนด์มากกว่า นั่นจึงทำให้พวกเขามีการรับชมข้ามแพลตฟอร์มไป-มาโดยไม่ได้สนใจว่าคอนเทนต์จะมาในรูปแบบใด

ขณะที่นักโฆษณา สิ่งที่นักโฆษณาสนใจจริง ๆ ก็คือยอดขาย ทำอย่างไรจึงจะขายได้ ซึ่งข้อมูลที่ F-A-N-G มีให้สามารถทำให้พวกเขาได้ในสิ่งที่ต้องการ ไม่ใช่ข้อมูลที่สื่อทีวีมีให้นั่นเอง

แหล่งที่มา https://adage.com/article/digitalnext/tv-die-stay-tuned/308618/




Leave a Reply

Your email address will not be published.


Comment


Name

Email

Url