อังกฤษเตรียมนำชัทเทิลบัสไร้คนขับวิ่งรับส่งผู้โดยสารในกรุงลอนดอนแล้ว

อังกฤษเตรียมนำชัทเทิลบัสไร้คนขับวิ่งรับส่งผู้โดยสารในกรุงลอนดอนแล้ว

หากคำว่า “Driverless Car” เป็นสิ่งที่ผู้คนในย่าน Bay Area ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกาคุ้นเคยแล้วล่ะก็ ในกรุงลอนดอน ก็กำลังจะมี “Driverless Shuttle bus” ออกวิ่งสร้างความคุ้นเคยกับชาวเมืองลอนดอนแล้วเช่นกัน

โดยรถโดยสารไร้คนขับของอังกฤษนี้พัฒนาโดยบริษัทวิจัยด้านโรโบติกส์ชื่อ Oxbotica ร่วมกับ Transport Research Laboratory และ Royal Borough of Greenwich ซึ่งไม่มีทั้งพวงมาลัย ที่นั่งคนขับ และเบรกอย่างที่เราคุ้นตา แต่จะมีเพียงปุ่มเบรกในสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น

ทั้งนี้ รถชัทเทิลบัสดังกล่าวมีที่นั่ง 4 ที่ และจะวิ่งเป็นระยะทาง 2 ไมล์ตามถนนเลียบแม่น้ำเทมส์ ภายในรถ จะมีเจ้าหน้าที่ประจำรถที่สามารถหยุดรถได้ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินประจำอยู่ด้วย และเมื่อจบทริป ผู้โดยสารจะต้องให้ทีมงานสัมภาษณ์ประสบการณ์ในการนั่งรถแบบนี้อย่างละเอียดด้วย

อย่างไรก็ดี สิ่งที่เป็นเป้าหมายของการทดลองนี้ไม่ใช่การเก็บข้อมูล หรือทดสอบความสามารถในการวิ่งของ รถ แต่ทีมวิจัยต้องการวิเคราะห์ว่า ผู้คนทั่วไปมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อรถที่ไม่มีคนขับทั้งในฝั่งของผู้นั่ง และคนเดินถนน ทำให้การวิจัยครั้งนี้มีผู้ลงชื่อขอทดสอบมากถึง 5,000 คนเลยทีเดียว

นอกจากนี้ Business Insider ยังระบุว่า จากที่เคยทำแบบสอบถามผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกามาก่อนนั้น พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 68% ระบุว่าค่อนข้างเปิดใจรับรถ Driverless ได้ และถ้ามีให้เห็นบนท้องถนนก็จะนั่ง อย่างแน่นอน เพราะเชื่อมั่นว่ารถดังกล่าวปลอดภัย ขณะที่อีก 14% ปฏิเสธที่จะนั่งรถโดยสารดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง และอีก 18% เผยว่ายังไม่แน่ใจ

เพราะเหตุใดจึงเป็นรถโดยสารแบบ Driverles

ต้องยอมรับว่า ข่าวการพัฒนารถ Driverless นั้นถูกจุดประกายขึ้นมาจากฝั่งของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ก่อนเป็นลำดับแรก โดยบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Google และ Tesla ซึ่งความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องของโปรเจ็ค Driverless Car นี้ ได้ทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ทั้งในอเมริกาเหนือ และสหภาพยุโรปเกิดการขยับเขยื้อนครั้งใหญ่ เพราะเกรงว่า ในอนาคตธุรกิจของตนเองก็จะถูก Disruption โดย Driverless Car ไปด้วย ซึ่งรูปแบบของการขยับเขยื้อนนั้นคือการจับมือกันของค่ายรถยุโรปอย่าง BMW, Daimler, Ford และ Volkswagan Group เจ้าของแบรนด์ Audi และ Porsche พัฒนาสถานีชาร์จไฟขึ้นมาสำหรับใช้ร่วมกันทั่วสหภาพยุโรป แถมมีมากกว่า 400 สถานีอีกด้วย

อย่างไรก็ดี จากความพยายามและการลงทุนดังกล่าว ต้องยอมรับว่าความเสี่ยงของอุตสาหกรรมรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (รวมถึงแท็กซี่) ที่จะถูก Disruption โดย Driverless Car นั้นกลับมีน้อยกว่าบริการขนส่งสาธารณะ เนื่องจากพบว่า รถโดยสารประจำทางนั้น หากไม่มีคนขับ ก็ใช่ว่าประสบการณ์ในการเดินทางของผู้บริโภคจะเปลี่ยนไป ทุกคนก็ยังต้องขึ้นรถที่ป้าย จ่ายเงิน หาที่นั่ง และลงจากรถเมื่อถึงจุดหมายอยู่ดี ซึ่งจะเห็นได้ว่า กระบวนการเหล่านี้ ผู้โดยสารกับคนขับรถโดยสารประจำทาง แทบจะไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันสักเท่าใด

ตรงกันข้ามกับรถยนต์ที่นั่งส่วนบุคคลหรือแท็กซี่ที่พบว่าคนขับกับคนนั่งค่อนข้างใกล้กัน และหากมีการ เปลี่ยนรูปแบบไปสู่รถ Driverless Car ก็จะมีผลให้ประสบการณ์ในการเดินทางโดยรวมเปลี่ยนไปอย่างมากนั่นเอง
นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมในเมืองใหญ่ หรือประเทศที่สนใจเทคโนโลยี Driverless Car นี้อย่างออสเตรเลีย สิงคโปร์ หรือแม้แต่อังกฤษจะเริ่มพัฒนาเทคโนโลยี Driverless กับรถขนส่งสาธารณะก่อนใครเพื่อนนั่นเอง

แหล่งที่มา https://www.businessinsider.com/a-driverless-shuttle-is-ferrying-passengers-in-london-2017-4




Leave a Reply

Your email address will not be published.


Comment


Name

Email

Url