ปรับองค์กรสู่ยุคดิจิทัลอย่างไรให้คงเอกลักษณ์ของบริษัท

ปิดฉากกันไปแล้วสำหรับ “ดิจิทัลไทยแลนด์บิ๊กแบง 2017” งานมหกรรมด้านดิจิทัลครั้งใหญ่ของประเทศไทยในยุค Thailand 4.0 โดยตัวเลขจากกระทรวงดีอีเผยว่ามีผู้ร่วมเข้าชมงานกว่าสองแสนคนจาก 40 ประเทศทั่วโลก ถือเป็นอีกหนึ่งงานที่กระทรวงออกมาประกาศความสำเร็จ และคาดว่าจะนำไปสู่ความร่วมมือใหม่ ๆ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่ Thailand 4.0 ได้มากขึ้นในอนาคต

เหตุที่กล่าวเช่นนั้นเพราะโดยภาพรวมของงานจากการเปิดเผยของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พบว่า ภายในงาน “ดิจิทัลไทยแลนด์บิ๊กแบง 2017” มีการแสดงเจตนารมณ์ความร่วมมือต่างๆ ที่สำคัญมากมาย เช่น  มีการเซ็น MOU ความร่วมมือระดับนานาชาติในด้านดิจิทัล เพื่อยกระดับประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล 4.0 ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศ 15 ฉบับ นอกจากนั้นยังมีความร่วมมือภาครัฐร่วมกับเอกชน ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัลในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ EEC ไม่น้อยกว่า 40 ราย โดยคาดว่าในปี 2561-2562 จะมีการลงทุนด้านสถาบันไอโอที ในดิจิทัลพาร์ค ไทยแลนด์ ประมาณ 6,000–7,000 ล้านบาท
ในด้านความร่วมมือในการพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัลที่มีความชำนาญสูงพบว่ามีการตั้งเป้าหมายไว้ที่ 3,000 คนเป็นอย่างน้อย หรือในการสร้างบุคลากรด้านดิจิทัลที่มีสมรรถนะในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นพื้นฐานที่กระทรวงดีอีประกาศออกมาที่ 500,000 คนก็เป็นเรื่องที่นำมาประกาศภายในงานด้วยเช่นกัน

ส่วนสุดท้ายคือการประกาศความร่วมมือด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้เกิดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะทั้ง 77 จังหวัด โดยนำร่อง 7 หัวเมือง คาดว่าจะเกิดการลงทุนในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะดังกล่าวไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ภายในงานยังมีการจัดงานสัมมนาจากกูรูชื่อดังทั้งในประเทศและต่างประเทศที่มารวมตัวกันในงานเพื่อให้ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์มากถึง 120 ท่านกับหัวข้อสัมมนาด้านดิจิทัลถึง 150 หัวข้อด้วย

หันมาที่บูธของภาคเอกชนกันบ้าง สำหรับใครที่ได้ลองไปเดินชมงาน ก็คงจะพบกับนวัตกรรมต่าง ๆ ของบริษัทยักษ์ใหญ่นำมาจัดแสดงมากมาย เช่น บูธจากค่าย AIS ที่นำแนวคิดอย่าง Digital for Thais มาจัดแสดง รวมถึงเทคโนโลยีอย่าง NB-IoT ที่ AIS หมายมั่นปั้นมือเอามาก ๆ ว่าจะแจ้งเกิดได้อย่างเต็มภาคภูมิ

ขณะที่ทาง True ก็เป็นการจัดแสดง Ecosystem สำหรับบ่มเพาะสตาร์ทอัป รวมถึงช่วยอัปเกรดไลฟ์สไตล์ของบรรดาสตาร์ทอัปด้วยในตัว หรือในส่วนของสตาร์ทอัปก็พบว่ามีการจัดแสดงผลงานกันมากมายเต็มพื้นที่

อย่างไรก็ดี จากการสอบถามความคิดเห็นของผู้เข้าชมงานนั้น ส่วนหนึ่งได้สะท้อนให้เห็นว่า การจัดงานขนาดใหญ่อาจได้ผลในด้านการสร้างภาพลักษณ์ของความเป็นดิจิทัล แต่อาจไม่ใช่คำตอบของการก้าวไปสู่ความเป็นดิจิทัลไทยแลนด์ได้เสมอไป หากวิสัยทัศน์หรือมุมมองต่อการพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศยังถูกจำกัด และประเทศมีปัญหาขาดแคลนนักพัฒนาอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง

โดยปัญหาเรื่องของการขาดแคลนนักพัฒนาในสาขาต่าง ๆ เป็นจำนวนมากนั้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายองค์กรที่ต้องการรับบัณฑิตจบใหม่เข้าทำงานต่างเผชิญสถานการณ์เดียวกันคือ น้อยคนที่จะต้องการเป็นนักพัฒนา ส่วนมากหันไปสนใจงานเช่น นักวิเคราะห์ระบบ หรือนักทดสอบระบบมากกว่า

สถานการณ์นี้ยังไม่นับรวมเทคโนโลยีใหม่ ๆ จากต่างประเทศที่ทยอยเปิดตัวออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้ง IoT, AI, BigData, Machine Learning, Deep Learning, Drone, Robot ไปจนถึงการทำงานแบบ Automation ที่ประเทศไทยยังมีบุคลากรที่เชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าวไม่มากนักเมื่อเทียบกับความต้องการของภาคธุรกิจ ซึ่งหากสถานการณ์นี้ยังดำเนินต่อไป จะทำให้ภาคธุรกิจไม่สามารถทำตามแผนของตนเองในการทำ Digital Transformation ได้ในที่สุด

หนึ่งในหนทางที่สามารถช่วยได้ในการทำ Digital Transformation ขององค์กรต่าง ๆ จึงอาจเป็นการจับมือกับบริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีความเชี่ยวชาญ และรู้จริงในตลาดว่าเทคโนโลยีใดควรใช้อย่างไร ซึ่งในจุดนี้ การจะเลือกบริษัทนักพัฒนาอย่างไรให้ถูกต้อง หรือให้ได้คนที่มีประสบการณ์จริงนั้น เรามีเทคนิคดี ๆ มาฝากกัน 3 ข้อได้แก่

  1. ศึกษาจากผลงานในอดีตของบริษัทนั้น ๆ ว่าเป็นไปในทิศทางที่เราต้องการหรือไม่
  2. หากพบบริษัทที่โดนใจแล้ว อาจขอนัดเพื่อปรึกษาและเพื่อขอทราบแนวทางการดำเนินธุรกิจว่ามีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีใดบ้าง
  3. ส่วนของทีมงานก็มีความสำคัญ โดยอาจพิจารณาว่า บริษัทนั้น ๆ มีทีมงานรองรับในเทคโนโลยีที่บริษัทเสนอให้แก่ลูกค้ามากน้อยเพียงใด
  4. ควรพิจารณาเลือกบริษัทที่มีความเข้าใจในสภาพธุรกิจของเรา เพื่อจะได้สามารถให้คำแนะนำได้อย่างเหมาะสม และไม่ลงทุนมากเกินไปในเทคโนโลยีที่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการ

การศึกษาภาพรวมของตลาดดิจิทัลจากงานมหกรรมใหญ่ ๆ นั้นเป็นโอกาสที่ดีที่หลาย ๆ ธุรกิจจะได้เห็นเทรนด์อนาคต รวมถึงได้พูดคุยกับเจ้าของเทคโนโลยี – แนวคิดต่าง ๆ ด้วยตัวเอง แต่เมื่อต้องกลับมาขบคิดเรื่องการทำ Digital Transformation ของแต่ละองค์กรนั้น อาจกล่าวได้ว่า เป็นเรื่องที่มีความต้องการเฉพาะ เราไม่อาจเกาะกระแสของเทรนด์ใหญ่แต่เพียงอย่างเดียวโดยมองข้ามอัตลักษณ์ของแบรนด์ หรือมองข้ามความต้องการของกลุ่มลูกค้าไปได้ ดังนั้น การจะทำ Transformation ใด ๆ เพื่อให้องค์กรก้าวสู่ยุคดิจิทัลจึงไม่ควรเกาะกระแสหลักแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการบาลานซ์ระหว่างเทคโนโลยีกระแสหลักกับความต้องการใช้งานจริง ซึ่งในจุดนี้  การปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์โดยตรงอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุด

สำหรับผู้ที่สนใจเทคโนโลยีของ โซเชียล คลาวด์ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

ฝ่ายขาย : sale@socialcloud.co.th
Tel. 02 026 3169
FB : @socialcloudcompany
Line : @socialcloud

 




Leave a Reply

Your email address will not be published.


Comment


Name

Email

Url