3 สิ่งต้องมีของธนาคารไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน

สำหรับประเทศไทย คงต้องยอมรับว่าตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นมา สถาบันการเงินเป็นหนึ่งในแวดวงที่มีการอัปเดตความเคลื่อนไหวสูงมากเป็นอันดับต้น ๆ โดยเฉพาะธนาคารยักษ์ใหญ่อย่างกสิกรไทยที่มีการเปิดแผนยุทธศาสตร์ของปี 2018 ออกมากันแล้วว่าจะนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ – แมชชีนเลิร์นนิ่งมาใช้งานมากขึ้นในอนาคตอันใกล้

โดยต้องบอกว่าแผนยุทธศาสตร์ของธนาคารไทยนั้นไม่ธรรมดา เนื่องจากทุกวันนี้ สถาบันการเงินนั้นมองเห็นแล้วว่าสิ่งที่จะกลายเป็นรายได้ของธนาคารในอนาคต ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมอีกต่อไป หากแต่เป็น “BigData” ของผู้ใช้งาน ที่ทุกธนาคารต่างมีไว้ในครอบครองกันนั่นเอง

เมื่อธนาคารสามารถเรียนรู้จาก BigData ได้ ก็จะสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าได้ และนั่นจะนำไปสู่การสร้างแพลตฟอร์มทางการค้า และการลงทุน เพื่อให้ธนาคารสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินของตนเองได้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น กลายเป็นรายได้ที่ไหลกลับเข้าสู่ธนาคารอีกครั้ง ซึ่งธนาคารที่เห็นความสำคัญของจุดนี้อย่างกสิกรไทย ถึงกับออกมาประกาศว่าจะลงทุนระบบไอทีเพิ่มปีละ 4,000 – 5,000 ล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว เช่นเดียวกับธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่ออกมาประกาศว่า ได้มีการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยี Robo-Advisor เพื่อให้คำแนะนำทางการเงินแก่ลูกค้าด้วยเช่นกัน

การปรับตัวที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ว่า รายได้หลักของธนาคารในอนาคตจะมาจาก BigData แล้วนั่นเอง และอาจจะต้องทำใจกับรายได้ค่าธรรมเนียมที่เคยมีเป็นกอบเป็นกำว่าจะต้องลดลงไปเรื่อย ๆ ด้วยเช่นกัน

แน่นอนว่าแนวทางนี้อาจไม่ถูกใจนักลงทุนบางราย รวมถึงบรรดานายธนาคารรุ่นเดอะ   และสิ่งที่ทำให้เป็นเช่นนั้นก็คือการเกิดขึ้นของบล็อกเชน (Blockchain) ซึ่งผู้เขียนขอเรียกสั้น ๆ ว่าเป็นเทคโนโลยีแห่งการกำจัดตัวกลาง  เมื่อมีบล็อกเชน การเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ก็จะเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลางอีกต่อไป ซึ่งในฐานะที่ธนาคารเองก็เป็นตัวกลางในการทำธุรกรรมทางการเงินรูปแบบหนึ่ง ย่อมหมายความว่าหากธนาคารไม่ปรับตัว ก็มีโอกาสจะถูก Disrupt ไปในที่สุด

นอกจากนั้นแล้ว สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนถึงทิศทางของธนาคารในประเทศไทยคือการมุ่งไปสู่เทคโนโลยี QR Code มาตรฐาน เพื่อผลักดันให้ QR Code มาตรฐานกลายเป็นรูปแบบการชำระเงินที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในสังคมไร้เงินสดที่กำลังจะมาถึง ซึ่งธนาคารที่สร้างสีสันในการผลักดันนี้ได้มากที่สุดคงต้องยกให้ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ส่งผู้บริหารอย่างคุณธนา เธียรอัจฉริยะ มาเป็นวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างบ้าง ไปเดินตลาดจตุจักรบ้าง ฯลฯ เพื่อให้ปรากฏในสื่ออยู่บ่อยครั้ง

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องผลักดันให้ผู้บริโภคไปสู่จุดนั้น ในเมื่อเรายังมีเทคโนโลยีมากมายให้เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นบริการอย่าง Samsung Pay, Apple Pay หรือ Android Pay (สองบริการหลังยังไม่เปิดในไทย) แต่ในมุมของธนาคารไทยแล้ว สิ่งที่เอ่ยมาเหล่านี้คือแพลตฟอร์มของต่างชาติทั้งสิ้น นั่นจึงเป็นที่มาของความพยายามอย่างหนักที่จะทำให้ QR Code มาตรฐานกลายเป็นเครื่องมือในการชำระเงินที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศให้ได้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ เพื่อเป็นเครื่องการันตีว่า BigData ก้อนนี้จะยังอยู่ในกำมือของธนาคารไทยต่อไป ไม่ได้หลุดรอดไปอยู่กับแพลตฟอร์มอื่น ซึ่งนัยหนึ่งก็ถือเป็นประโยชน์สำหรับคนไทย

แต่ทั้งหมดนี้ หากจะยกความดีให้ใครสักคนแล้ว คงต้องบอกว่าควรจะยกความดีให้กับบริการอย่าง “พร้อมเพย์” ที่ออกมาก่อนหน้า เพราะพร้อมเพย์ทำให้ เราได้ใช้บริการธนาคารได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมยิบย่อยเหมือนในอดีต ซึ่งเมื่อคนเห็นประโยชน์และลงทะเบียนพร้อมเพย์กันมากขึ้นแล้ว ก็จะนำไปสู่การทำธุรกรรมผ่านแอปพลิเคชันกันมากขึ้น กลายเป็น BigData ให้กับธนาคารอย่างดี รวมถึงอาจช่วยให้แพลตฟอร์มจากต่างชาติบุกตลาดไทยได้ยากมากขึ้นด้วย

ด้วยเหตุนี้ จึงอาจสรุปได้ว่า “BigData – QR Code –  พร้อมเพย์” คือสามแม่ทัพคนสำคัญที่จำเป็นสำหรับทุก ๆ ธนาคารหากต้องการอยู่รอดในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านนี้นั่นเอง

 

สำหรับผู้ที่สนใจเทคโนโลยีของ โซเชียล คลาวด์ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

ฝ่ายขาย : sale@socialcloud.co.th
Tel. 02 026 3169
FB : @socialcloudcompany
Line : @socialcloud




Leave a Reply

Your email address will not be published.


Comment


Name

Email

Url