คาดปี 2030 ตลาดรถยนต์ – ตลาดแรงงาน พบความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

หากเอ่ยถึงปี ค.ศ. 2030 หลายคนอาจรู้สึกว่ายังห่างไกลกับตัวเองค่อนข้างมาก คำทำนายที่ว่าคนจะตกงาน คนจะถูกแทนที่จึงยังเป็นภาพที่เห็นไม่ชัดเจน แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทันได้ตระหนักก็คือ การมาถึงของระบบอัตโนมัตินั้นเริ่มต้นขึ้นแล้ว ณ ปัจจุบัน และจะมีตลาดขนาดใหญ่ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์จากหลายสถาบันก็คาดการณ์กันไว้ว่า ความเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ จะเกิดขึ้นในปี 2030 นั่นเอง

โดยผลการสำรวจชิ้นแรกนั้น คงต้องบอกว่าตลาดรถยนต์ซีดานอาจต้องฟังผลการศึกษานี้อย่างตั้งใจกันสักหน่อย เพราะเป็นการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปของ KPMG ที่พบว่า แทนที่คนยุคนี้และคนในอนาคตจะต้องการครอบครองรถยนต์สักคันแบบผู้บริโภคในอดีต มันกลับตรงข้าม ซึ่งสิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ก็คือแนวคิดแบบ Sharing Economy นั่นเอง

แนวคิด Sharing Economy ที่กระทบกับตลาดรถยนต์ก็คือบริการ Ride-Sharing ที่มีเจ้าใหญ่ในตลาดอย่าง Uber โดย Uber เข้ามาตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการใช้รถ แต่ระบบขนส่งสาธารณะอาจมีไม่เพียงพอ หรือบางจุดไม่ได้รับการเติมเต็ม ซึ่งเมื่อ Ride-Sharing เกิดขึ้นและทำให้ผู้บริโภคสามารถเรียกใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย แถมมีราคาค่าโดยสารถูกกว่าแท็กซี่ทั่วไปพอสมควร (ราคาในตลาดต่างประเทศนะ) ก็ทำให้แนวคิดในการเป็นเจ้าของสังหาริมทรัพย์ชิ้นนี้ลดน้อยถอยลงไปด้วย

โดยนักวิจัยของ KPMG ได้ทำการศึกษารูปแบบการใช้รถใช้ถนนของผู้บริโภคใน 3 เมืองใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ได้แก่เมืองชิคาโก, แอทแลนต้า และ ชิคาโก พบว่า ภายในปี 2030 ครอบครัวจำนวนมากจะเริ่มไม่ต้องการรถเก๋งสำหรับขับไปทำงาน หรือไปธุระอีกต่อไป พวกเขาจะเรียกใช้รถจาก Ride-Sharing แทน

จุดที่น่าสนใจก็คือ Ride-Sharing ที่พวกเขาจะเรียกใช้นั้น อาจเป็นยุคของรถยนต์ที่สามารถขับเคลื่อนได้แบบอัตโนมัติแล้วด้วย

ผลก็คือ มีการคาดการณ์ตัวเลขตามมาว่า ในปี 2030 นั้น รถเก๋งในสหรัฐอเมริกาอาจมียอดขายลดลงเหลือ 2.1 ล้านคันต่อปี จากที่ปีปัจจุบันนี้อยู่ที่ 5.4 ล้านคันต่อปี และผู้ผลิตรถยนต์ในกลุ่มขนาดกลางและเล็กนั้นอาจมีการถอนตัวออกจากตลาดไป ทำให้จากเดิมที่มีกันประมาณ 10 ราย อาจลดลงเหลือ 3 – 4 รายเมื่อเวลานั้นมาถึง

โดยในตอนนี้ค่าย Fiat Chrysler ได้ถอนตัวออกไปจากตลาดแล้วเป็นที่เรียบร้อย

แม้จะเป็นการคาดการณ์ที่น่ากังวล แต่ KPMG ก็เผยว่า ไม่ใช่ตัวเลขที่น่าตระหนกจนเกินเหตุ เพราะหลายบริษัทก็เริ่มปรับไลน์การผลิต ให้สามารถแข่งขันได้ ด้วยการลดการผลิตรถยนต์ขนาดกลางและขนาดเล็กลงและหันไปผลิตรถยนต์ SUV หรือรถปิกอัพแทนแล้วเช่นกัน

อีกหนึ่งรายงานที่คาดว่ามนุษย์จะได้รับผลกระทบคือรายงานจาก McKinsey Global Institute ที่พบว่า แรงงานในสหรัฐอเมริกา 73 ล้านคนเสี่ยงตกงานในปี 2030 เนื่องจากการมาถึงของระบบอัตโนมัติ

หรือหากเป็นตัวเลขระดับโลกแล้ว มีแรงงานเสี่ยงในจุดนี้ถึง 800 ล้านคนเลยทีเดียว โดยกลุ่มที่เสี่ยงต่อการตกงานคือกลุ่มที่ไม่สามารถเพิ่มทักษะของตนเองให้รองรับการมาถึงของงานในยุคใหม่ได้นั่นเอง

ส่วนงานที่ยังปลอดภัยตามมุมมองของ  McKinsey Global Institute มีสองระดับ ระดับแรกเป็นกลุ่มงานบริการ เช่น คนสวน ตัดหญ้า ซ่อมท่อประปา ดูแลคนชรา ที่ระบบอัตโนมัติยังลงมาทำแทนไม่ได้ กับอีกกลุ่มคือกลุ่มที่มีฝีมือระดับสูง กรณีนี้ก็ยังไม่สามารถถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติเช่นกัน

จะเห็นได้ว่า การรุกคืบของเทคโนโลยีนั้นไม่รีบร้อน ค่อย ๆ เก็บ ค่อย ๆ สะสม เหมือนน้ำในหม้อต้มกบที่ค่อย ๆ อุ่นขึ้นเรื่อย ๆ แต่เมื่อใดที่ระบบอัตโนมัติทุกอย่างสมบูรณ์ และสามารถรันต่อได้เองโดยที่ไม่ต้องมีมนุษย์แล้ว ถึงวันนั้น บางทีแม้จะร้อนจนทนไม่ได้ แต่กบก็อาจจะอ่อนแรงจนไม่สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเองอีกแล้วนั่นเอง

 




Leave a Reply

Your email address will not be published.


Comment


Name

Email

Url