“อูเบอร์-แอปเปิล” สองบริษัทเทคโนโลยีที่เผชิญงานหนักส่งท้ายปี

ช่วงที่กระแส Digital Disruption กำลังมาแรง ใคร ๆ ก็ฝากความหวังไว้ที่บริษัทเทคโนโลยี ว่าจะเข้ามาช่วยเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ล้าหลังของโลกให้หมดไป แต่ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาอาจกล่าวได้ว่า เป็นรอบสัปดาห์ที่ความเชื่อมั่นในบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่รายหนึ่งสั่นคลอนอย่างรุนแรง รวมถึงมีอีกบริษัทที่ถูกศาลของสหภาพยุโรปตัดสินแล้วว่า ไม่มีสิทธิ์อ้างว่าตัวเองเป็นบริษัทเทคโนโลยีได้อีกต่อไป เนื่องจากพฤติกรรมการให้บริการที่ผ่านมานั้น บ่งบอกว่าสถานะคือบริษัทแท็กซี่ต่างหาก

โดยสองบริษัทที่เรากล่าวถึงนั้นก็คือ แอปเปิลกับอูเบอร์ ที่ล้วนมีแฟนคลับในประเทศไทยเป็นจำนวนไม่น้อยนั่นเอง

สำหรับกรณีของอูเบอร์นั้น เป็นการตัดสินของศาลในสหภาพยุโรปที่ระบุว่า อูเบอร์คือบริษัทแท็กซี่ ถึงแม้ที่ผ่านมา ไม่ว่าอูเบอร์จะเข้าไปทำตลาดในประเทศใดก็ตาม ก็มักบอกกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศนั้น ๆ ว่า ตนเองคือบริษัทเทคโนโลยีมาโดยตลอด พร้อมข้ออ้างเช่น การไม่มีรถยนต์ในมือสักคัน ไม่มีคนขับสักคน เช่นนี้จะเรียกว่าอูเบอร์เป็นบริษัทแท็กซี่ได้อย่างไร แต่การตัดสินของศาลมองลึกกว่านั้น โดยมองว่า แท้จริงแล้ว เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซจะเรียกตัวเองว่าเป็นเว็บพ่อค้าออนไลน์ได้ก็ต้องมีการซื้อขายเกิดขึ้น มีการจัดหาสินค้า และส่งให้ลูกค้าได้ตามต้องการ

เช่นเดียวกับอูเบอร์ ที่เปิดขึ้นมาเพื่อจัดหายานพาหนะให้ตามที่ลูกค้าร้องขอ แม้ในกรณีนี้จะไม่มีคนขับหรือรถยนต์ในครอบครองเลยสักคน แต่ก็ถือว่าผลลัพธ์ไม่ต่างกัน ดังนั้น สำหรับในสหภาพยุโรป อูเบอร์คือบริษัทรถแท็กซี่ ไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีอีกต่อไป และมีแนวโน้มว่า แต่ละประเทศในสหภาพยุโรปจะบังคับใช้กฎหมายด้านจราจรกับอูเบอร์อย่างเข้มงวด เช่น ในเรื่องใบอนุญาตผู้ขับขี่ ฯลฯ ในอนาคตอันใกล้นี้ด้วย

บริษัทที่สองที่ร่อแร่ตามกันมาก็คือแอปเปิล หลังจากมีการเปิดเผยหลักฐานจากฝั่งผู้บริโภคว่า ถ้านำไอโฟนรุ่นเก่าอย่างไอโฟน 6, 6 plus, 6s, 6s plus และ SE ที่ผู้บริโภคบ่นกันว่าอืดมากหลังอัปเดตระบบปฏิบัติการเวอร์ชันใหม่ไปแล้วนั้น มาเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่มีราคาเพียง 79 เหรียญสหรัฐ ไอโฟนก็จะกลับมาทำงานได้เร็วเหมือนเดิม

ความจริงข้อนี้ถูกจุดขึ้นใน Reddit เมื่อมีผู้ใช้บางรายระบุว่า การเปลี่ยนแบตเตอรีจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงาน CPU กลับคืนมา ซึ่งในแง่ของการใช้งาน ผู้ใช้ iPhone น้อยคนที่จะทราบว่าต้องเปลี่ยนแบตเตอรีใหม่เมื่อเครื่องทำงานได้ช้าลง ตรงกันข้าม พวกเขาจะคิดว่าถึงเวลา “ต้องซื้อเครื่องใหม่” แล้วมากกว่า

ด้านแอปเปิลได้ออกมาแถลงยอมรับว่ามีการออกแบบให้ซอฟต์แวร์ iOS ทำงานช้าลงจริง พร้อมอ้างว่าเพื่อป้องกันปัญหาเครื่องดับ โดยระบุว่าจะทำเฉพาะในกรณีที่ไอโฟนเครื่องนั้นมีปัญหาแบตเตอรี่ชาร์จไฟได้ต่ำ หรือเก่าเกินไปเท่านั้น 

แต่ผู้บริโภคไม่พอใจกับคำตอบดังกล่าว แม้ว่าแอปเปิลจะอ้างว่าที่ทำไปเพราะต้องการให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์ในการใช้งานที่ดีที่สุด และผลจากการให้เหตุผลเช่นนี้ ทำให้ตอนนี้มีผู้บริโภคได้รวมตัวกันยื่นฟ้องแอปเปิลแล้ว

ทั้งสองเหตุการณ์มีความเหมือนกันอยู่ประการหนึ่ง นั่นคือ การจะบอกกับใคร ๆ ว่าตนเองเป็นบริษัทที่มีธรรมาภิบาลก็เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่สุดท้าย ความเชื่อมั่นว่าบริษัทจะทำในสิ่งที่ดี และเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งานอยู่ที่พฤติกรรมที่ตามมา ยิ่งถ้าเป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ของฝ่ายตนแต่เพียงฝ่ายเดียว ไม่คำนึงถึงผู้บริโภคว่าจะเกิดความสับสน ไม่มั่นใจในตัวสินค้า ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถดึงสาวกเอาไว้ได้อยู่ในวันที่ความจริงเปิดเผย




Leave a Reply

Your email address will not be published.


Comment


Name

Email

Url